มงคลชิต ร้านจำหน่ายสลาก 44 ปีคู่สี่กั๊กเสาชิงช้า
มงคลชิต ร้านจำหน่ายสลาก 44 ปี คู่สี่กั๊กเสาชิงช้า
ละแวกสี่กั๊กเสาชิงช้าเป็นหนึ่งในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร
ที่แม้ว่าปัจจุบันอาจจะดูเงียบสงบแต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยของความเคลื่อนไหว
ที่เคยเกิดขึ้นบนถนนสายนี้ผ่านทางอาคารบ้านเรือนที่ยังคงบรรยากาศเหมือนใน
ยุคที่ย่านนี้คงความคึกคักอยู่
ณ มุมหนึ่งของสี่กั๊กเสาชิงช้า ร้าน “มงคลชิต”
ถือเป็นหนึ่งในบรรดาร้านเก่าแก่ที่เปิดให้บริการและอยู่คู่กับวิถีชีวิตของ
คนในชุมชมแถบนี้มายาวนาน
เมื่อดูจากภายนอกอาจจะดูเหมือนร้านค้าเก่าที่จำหน่ายสลากกินแบ่งตามปกติทั่ว
ไป แต่เมื่อดูจากอายุของร้านที่เติบโตมากกว่า ๔๐ ปี ย่อมมีเรื่องราวต่างๆ
ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“ร้านเปิดปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ชื่อร้าน “มงคลชิต”
เอามาจากชื่อคุณพ่อคืออนุชิตรวมกับชื่อหุ้นส่วนที่ชื่อมงคล” คุณอนุมาศ
แสนสุข เจ้าของร้านคนปัจจุบันเล่าให้เราฟังถึงความเป็นมาของร้าน
พ่อและแม่ของคุณอนุมาศเคยเป็นลูกจ้างในร้านจำหน่ายสลาก
ก่อนที่จะขยับขยายมาเปิดร้านของตัวเองในเวลาต่อมา
“สมัยนั้นนอกจากร้านเราแล้วอีกฟากถนนตรงข้ามกันจะเป็นร้านเสริมเสวยที่ขาย
สลากกินแบ่งด้วยชื่อเสาวนิตย์ แต่เดี๋ยวนี้เขาเลิกทำไปแล้ว
สมัยที่พ่อยังดูแลร้านเองจะเปิดร้านเช้ามาก
เจ็ดโมงครึ่งก็เปิดแล้วไปปิดเอาตอนสองทุ่มโน่น
วันไหนสลากออกรางวัลหรือใกล้วันออกรางวัลแล้วยังขายไม่หมดก็เปิดไปจนถึงสาม
ทุ่มก็มี”
ในวัยเด็กคุณอนุมาศและคุณอนุมัติน้องชายซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการร้านใน
ปัจจุบันจะคอยเป็นลูกมือช่วยงานพ่อและแม่มาโดยตลอด
หน้าที่หลักที่ต้องรับผิดชอบเป็นประจำคือเขียนใบกำกับสำหรับสลากที่ถูก
รางวัล
“เมื่อก่อนเวลาจะเอาสลากไปขึ้นเงินที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลต้องเขียนใบ
กำกับ ๑ ใบต่อสลาก ๑ ใบ เสร็จแล้วต้องลงตราประทับ
แล้วก็เรียงเลขเรียงชุดให้เรียบร้อยยิ่งมีคนเอาสลากมาขึ้นรางวัลที่ร้านเยอะ
ก็ต้องเขียนเยอะ พวกเราเด็กๆ ก็ต้องมาช่วยทำไม่อย่างนั้นจะไม่ทันส่ง”
ต่อมาภายหลังเมื่อคุณพ่อตัดสินใจวางมือ
คุณอนุมาศและน้องชายจึงเข้ามาดูแลกิจการต่อ “ทุกวันนี้ข้าวของต่างๆ โต๊ะ
ตู้ แผงขายสลากก็เป็นของซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ
อาจจะซ่อมแซมทาสีอะไรบ้างแต่ว่าไม่เคยเปลี่ยนเลย”
“เราขายสลากกันมาตั้งแต่ในละไม่กี่บาท
จำได้ว่าเมื่อก่อนที่ร้ายเคยเจอคนเอาสลากปลอมมาขึ้นรางวัลใหญ่
พอคุณพ่อรู้นี่ถึงกับร้องไห้เลย
ผมทำร้านกับน้องชายก็เคยเจอเหมือนกันแต่อาจจะไม่หนักเท่าสมัยพ่อ”
อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ทางร้านยยึดถือปฏิบัติมานานคือการไม่ขายสลากเกิน
ราคาที่กำหนด “พ่อสั่งไว้ตั้งแต่ก่อนจะเสียแล้วว่าอย่าไปเอาเปรียบคนอื่น”
การที่ขายสลากตามราคาในยุคที่สลากกินแบ่งราคาแทบจะเรื่องปกตินั้นทำให้
ร้านกลายเป็นที่รู้จักชนิดที่เจ้าของร้านยังไม่รู้ตัว
“ผมเคยออกไปซื้อลูกชิ้นปิ้งแถวๆ บ้าน แม่ค้าบอกว่าร้านได้ออก จ.ส. ๑๐๐
ด้วยผมฟังแล้วก็งงๆ ถามไปถามมาได้ความว่าคนขายเขาฟัง จ.ส. ๑๐๐ เป็นประจำ
ทีนี้มีคนโทรศัพท์เข้าไปร้องเรียนในรายการเรื่องสลากขายแพงเกินราคา จ.ส.
๑๐๐ เลยบอกไปว่าให้ลองมาซื้อที่ร้านเราดู
ผมเองไม่เคยฟังเลยไม่รู้ว่ามีคนพูดถึงร้านเราด้วย”
แต่การที่ขายสลากตามราคาก็ทำให้เจอเรื่องแปลกๆ ด้วยเหมือนกัน
“จะมีบางคนเขาวานให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างมาซื้อให้
บางทีก็ไม่ได้ซื้อไปเล่นเองแต่เอาไปขายต่อ เคยมีมอเตอร์ไซค์มาแทบทุกวัน
ซื้อวันละหลายๆ รอบ รอบหนึ่งใส่หมวกมา รอบต่อมาใส่แว่นตาดำ อีกรอบถอดแว่นตา
เราต้องบอกไปว่าจำได้นะว่ามาหลายรอบแล้ว ไม่ต้องแวะมาอีก
ไม่อย่างนั่นคนอื่นจะไม่ได้ซื้อกัน”
กิจการร้านขายสลากนั้นให้อะไรหลายอย่างกับครอบคครัวนี้คุณอนุมาศยอมรับ
ว่านอกจากรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพแล้ว
ความผูกพันที่มีต่อลูกค้าและชุมชนก็แน่นแฟ้นไปด้วย
“ลูกค้าประจำก็จะทำงานอยู่แถวๆ นี้ ตามกระทรวง ตามหน่วยงานราชการต่างๆ
เวลาลูกค้าเก่าๆ มาซื้อสลากก็จะมาคุยกันว่าเคยเห็นผมตั้งแต่ตอนเด็กๆ
มาคุยเรื่องสมัยพ่อกับแม่
คนแถวนี้ไปซื้อที่อื่นก็มาบ่นเรื่องร้านอื่นขายแพง
มีลูกค้าประจำคนหนึ่งย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว
แต่จะมาตัดผมแถวนี้แล้วจะแวะมาซื้อ ถ้าไม่มาเองก็จะฝากลุกมาซื้อแทน
หรืออย่างร้านนี่ก็เช่าเขามาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ
จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยต้องทำสัญญาอะไรกัน
เจ้าของบ้านบอกว่าอยู่กันเหมือนลูกเหมือนหลาน
หรืออย่างลงสีเทาที่เป็นดาราก็เป็นลูกค้ากันมาตั้งแต่สมันคุณพ่อ
ทุกวันนี้ก็ยังแวะมา ถึงตอนปีใหม่แกจะแวะมาอวยพรเป็นประจำ”
“จริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาทำร้านต่อกัน
คิดแค่ว่าเรียนจบก็จะไปหางวานทำ
แต่ว่าพ่อก็เคยพูดไว้ว่าที่ร้านถ้าไม่มีใครทำก็คงต้องเลิกไป
สุดท้ายก็มาช่วยกันทำร้านกับน้องชาย” คุณอนุมาศยอมรับว่าลูกๆ
ของเขาหรือน้องชายดูจะไม่สนใจกิจการร้านขายสลากนัก “อีกหน่อยถ้าเด็กๆ
จะไม่ทำกันต่อก็คงแล้วแต่เขาแต่คงเสียดายเพราะร้านก็เปิดมานาน...”
ข้อมูลได้มาจาก : วารสารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ปีที่ 14 ฉบับที่ 50 |
0 comments:
Post a Comment